โควิด-19 กลับมาป่วนไทย หลังสาวไทยวัย 29 ปี มาจากเมียนมา คาดลอบเข้าประเทศทางแม่สาย จ.เชียงราย กลับมาในเมืองเชียงใหม่ นอกจากไม่กักตัวแล้วยังเที่ยวเถิดเทิงไปทั้งห้างฯดัง ดูหนัง เข้าสถานบันเทิงหนำซ้ำพบพฤติกรรมเสี่ยงแพร่เชื้อ ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน ฯลฯ กรมควบคุมโรค คาดป่วยมาตั้งแต่ก่อนเข้าไทย ส่งผลคนสัมผัสผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อ 326 คน สธ.เชียงใหม่เร่งพ่นยาฆ่าเชื้อ ตามสถานที่ต่างๆจ้าละหวั่น ด้านนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ ยันตอนนี้ยังไม่มีการยกเลิกห้องพักในพื้นที่ เชื่อนักท่องเที่ยวไม่ตื่นตระหนก
 

ยันสาวเชียงใหม่ติดเชื้อโควิด

ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ว่า ไทยพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 5 คน เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย 2 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน สวีเดน 1 คน และเมียนมา 1 คน ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,966 คน หายป่วย 8 คน รักษาตัวอยู่ 108 คน เสียชีวิตเท่าเดิมที่ 60 คน สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ที่มาจากเมียนมานั้น เป็นหญิงไทย อายุ 29 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ อาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่ และรักษาตัวใน รพ.นครพิงค์ ซึ่งต่อมา นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป ร่วมแถลงที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ถึงผลการสอบสวนเบื้องต้นของผู้ป่วยหญิงรายนี้
 

เข้าไทยทางแม่สายแล้วเที่ยวดะ

นพ.โสภณเปิดเผยว่า ผลการสอบสวนเบื้องต้นโดยทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (สสจ.เชียงใหม่) และกรมควบคุมโรค พบไทม์ไลน์ของผู้ป่วยดังนี้ ผู้ป่วยหญิงรายนี้อาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่ แต่ทำงานที่เมียนมา ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.63 ถึงวันที่ 23 พ.ย.63 เริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ถ่ายเหลว ทานยาลดไข้เอง เดินทางถึงไทยวันที่ 24 พ.ย.เข้ามาทาง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เดินทางเข้าเชียงรายโดยรถตู้โดยสาร แล้วเข้าเชียงใหม่ โดยรถบัสโดยสารประจำทาง ช่วงกลางคืนไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านสันติธรรม กลับมาคอนโดกับเพื่อน ซึ่งมีการดื่มสุราและสูบบุหรี่ร่วมกัน วันที่ 25 พ.ย.ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ชมภาพยนตร์ ทานอาหาร เดินซื้อของ โดยสวมหน้ากากอนามัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ตลอด วันที่ 26 พ.ย. มีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ถ่ายเหลว ไปพบแพทย์ที่ รพ.เอกชนและมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ รพ.นครพิงค์ และวันที่ 27 พ.ย. ได้รับการยืนยันว่าพบเชื้อโควิด-19
 

มีผู้สัมผัสเสี่ยงรวม 326 คน

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ทีมสอบสวนโรคค้นหาผู้สัมผัสกับผู้ป่วย เบื้องต้นพบ 326 คน แบ่งเป็น ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 105 คน ได้แก่เพื่อนในคอนโด 4 คน สถานบันเทิง 55 คน ห้างสรรพสินค้า 6 คน ผู้โดยสารในรถตู้เดียวกัน 34 คน ผู้เดินทางข้ามแดนมาด้วย 1 คน คนขับรถแกร็บ 5 คน และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 149 คน ได้แก่ สถานบันเทิง 2 คน ห้างสรรพสินค้า 138 คน บุคลากรทางการแพทย์ใน รพ.นครพิงค์ 9 คน และกลุ่มสัมผัสอื่นๆอีก 72 คน ใน จ.เชียงใหม่
“ผู้ป่วยรายนี้มีอาการไข้ ถ่ายเหลว ซึ่งผู้ป่วยเองก็ไม่นึกว่าเป็นโรคโควิด-19 จึงปฏิบัติตัวเหมือนคนที่ป่วยเล็กน้อย คือมีการสวมหน้ากากอนามัย จนกระทั่งวันที่ 26 พ.ย. ยังมีอาการถ่ายเหลว จึงได้ไปพบแพทย์ และมีการซักอาการเพิ่มพบว่าไม่ได้กลิ่น ซึ่งตรงกับอาการของโรคโควิด-19” นพ.โสภณกล่าว

เล็งเอาผิดลอบเข้าไทย

ด้าน นพ.โอภาสกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้หากดูประวัติ มีอาการตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.และเข้าประเทศไทยวันที่ 24 พ.ย.ซึ่งมีคำถามว่าเข้าประเทศมาทางใด ซึ่งหากเข้ามาทางปกติจะต้องถูกกักกันตัว 14 วันแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งที่ผ่านมาเราพบผู้ลักลอบเข้าเมืองมา และไม่ได้ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา เพราะผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายร้ายแรง ซึ่งเป็นแบบนี้ต้องดำเนินการทางกฎหมายทุกอย่างที่มี ทั้งเรื่องการลักลอบเข้าเมือง และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งคงละเว้นไม่ได้ และเชื่อว่ากรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จึงอยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นหูเป็นตา ทั้งเจ้าของบ้าน เจ้าของคอนโด ถ้าพบ คนที่เข้ามาจากต่างประเทศ ไม่ได้รับการกักตัว 14 วัน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทันที เพราะจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเอง ต่อชุมชน ต่อสังคม และประเทศไทย

2 เดือนเจอป่วยในบ้าน 9 คน

นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ไทยตรวจพบผู้ป่วยในประเทศ 9 คน แต่ละเหตุการณ์ทำให้เราเรียนรู้ มีประสบการณ์ และบทเรียนที่จะพัฒนา ระบบการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น เช่น กรณีครอบครัวชาวเมียนมา ที่ด่านแม่สอด จ.ตาก ทำให้เราปรับวิธีการขนส่งสินค้า กำหนดเซฟโซน โดยไม่ให้คนขับรถชาวเมียนมาลงจากรถ และสุ่มตรวจคนขับรถทุกสัปดาห์ กรณีหญิงฝรั่งเศส ซึ่งเข้าพักในสถานกักตัวทางเลือก ใน จ.สมุทรปราการ และผลการสอบสวนโรคพบว่า พบเชื้อในระบบระบายอากาศ จึงต้องเข้าไปปรับระบบระบายอากาศให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า สถานที่ต่างๆมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นหลักฐานช่วยให้การสอบสวนโรครวดเร็วและชัดเจน เราจะทราบว่าคนไหนอยู่ใกล้ผู้ป่วยบ้าง และผู้ป่วยมีพฤติกรรมอย่างไร ที่สำคัญการสวมหน้ากากอนามัยของประชาชน จะช่วยป้องกันตนเองได้ดี จึงขอให้ทุกคนยังคงปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากาก อนามัย ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง และสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะ ส่วนพื้นที่ชายแดนก็ยังต้องเฝ้าระวังด้วยความเข้มงวดต่อไป

ลุยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสถานบันเทิง

ส่วนบรรยากาศที่ จ.เชียงใหม่ หลังกรมควบคุมโรค ยืนยันแล้วว่าหญิงวัย 29 ปี ป่วยโควิด-19 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.30 น. นายณัฐฐชูเดช วิริยดิลกธรรม รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และนายดนัย สารพฤกษ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครเชียงใหม่ นำเจ้าหน้าที่เข้าฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่บันเทิงที่หญิงคนดังกล่าวระบุเดินทางมาเที่ยวเมื่อคืนวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการไม่ได้กลิ่น และป่วยเมื่อยตัว จึงเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง กระทั่งผลตรวจเป็นบวก จึงถูกส่งไปรักษาตัวที่ รพ.นครพิงค์ โดยสถานบันเทิงดังกล่าวตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 2 คูหา เป็นระบบห้องปรับอากาศทั้งหมด ขณะที่เจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันเชื้อ (พีพีอี) นำน้ำยาเข้าไปฉีดพ่นภายในสถานบริการบริเวณชั้น 1 ทั้งในห้องน้ำ ห้องครัว และโซฟาที่นั่ง ขณะเดียวกันทีมสอบสวนโรค จาก สสจ.เชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งของพนักงาน สถานบันเทิงดังกล่าวเพื่อส่งตรวจค้นหาเชื้อโควิด-19 โดยผู้ดูแลสถานบันเทิงแห่งนี้ ระบุว่ามีพนักงานทั้งหมด 40 คน เจ้าหน้าที่จัดเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งส่งตรวจแล้วทั้งหมด เบื้องต้นไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะหลังหญิงที่ถูกระบุว่าติดเชื้อโควิด-19 เดินทางมาเที่ยวเมื่อคืนวันที่ 24 พ.ย. วันต่อมาก็ปิดให้บริการทันที

 

วิตกอยู่ใกล้แหล่งบันเทิง

ด้านหญิงวัย 66 ปี ที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ถัดไป 2-4 คูหา ยอมรับว่ารู้สึกกังวลมาก เป็นห่วงลูกหลานที่อาศัยอยู่ใกล้จุดนี้ ทุกวันนี้พยายามดูแลป้องกันตัวเอง ไปไหนมาไหนก็ใส่แมสก์ และล้างมือตลอด ส่วนการดูแลและสอบสวนโรคเพื่อชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ เป็นหน้าที่ที่ทางสาธารณสุขจะต้องดำเนินการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

เซ็นทรัลปิดห้างบิ๊กคลีนนิ่ง

ต่อมาหลังจาก สธ.เปิดเผยไทม์ไลน์ของหญิงสาวรายนี้ว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ในช่วงเวลา 12.00-20.15 น. ได้เดินทางไปยังศูนย์การค้าเซนทรัล เฟสติวัลเชียงใหม่ เพื่อรับประทานอาหาร ช็อปปิ้ง และชมภาพยนตร์ ทำให้ในช่วงบ่าย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลเชียงใหม่ ได้ออกประกาศให้ลูกค้าที่มาใช้ บริการ และร้านค้า ปิดให้บริการในเวลา 16.00 น. เพื่อทำความสะอาด หรือบิ๊กคลีนนิ่ง และจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 29 พ.ย.นี้ โดยบรรยากาศภายในศูนย์การค้า รปภ. ได้ปิดประตูทางเข้าทุกจุดห้ามลูกค้าเดินทางเข้าไป และแจ้งขอปิดบริการเร็วกว่ากำหนด พร้อมระบายลูกค้าด้านในศูนย์การค้าออก ส่วนพนักงานของร้านค้าต่างๆ ได้ทยอยปิดร้าน ซึ่งในช่วงที่ลูกค้าพากันออกจากห้าง ส่งผลให้การจราจรขาออกศูนย์การค้าติดขัดอย่างหนัก

พนง.ห้างโผล่ตรวจเชื้อ

ขณะเดียวกัน พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง หนึ่งใน 300 ชีวิต ที่มีการพูดคุยกับหญิงไทยวัย 29 ปี ที่ติดโควิด-19 เข้าขอรับการตรวจหาเชื้อ โดยพนักงานคนนี้เดินทางมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอรับการตรวจหาเชื้อ โดยให้ข้อมูลว่าให้การต้อนรับลูกค้ารายนี้เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ใช้เวลาพูดคุย 2-3 นาที เมื่อทราบข่าว จึงเดินทางมาตรวจหาเชื้อเพื่อความสบายใจ ไม่รู้สึกกังวลเพราะตนใส่หน้ากากอนามัยตลอดและเพื่อนอีกหลายคนเข้ารับการตรวจแล้วอยู่ระหว่างการรอผล

สาวเข้ามาขอตรวจเชื้อเอง

ต่อมา นางวราภรณ์ ตันรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชเวชเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ พร้อมด้วยนายแพทย์ธนาณัติ สืบวงศ์นิรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านคุณภาพ เปิดแถลงข่าวถึงการตรวจพบหญิงวัย 29 ปี ป่วยโควิด-19 ว่า หญิงคนดังกล่าว เดินเข้ามาขอตรวจเชื้อโควิด-19 โดยแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองที่หน้าโรงพยาบาลว่า เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ภายหลังจากที่มีการสอบสวนโรคแล้วทางเจ้าหน้าที่ได้นำหญิงคนดังกล่าว เข้าไป ตรวจยังห้องคัดกรอง ซึ่งเป็นห้องควบคุมความดันลบ ก่อนที่จะเก็บตัวอย่างจากเสมหะและน้ำลายของผู้ป่วยไปตรวจที่ห้องแล็บของโรงพยาบาล ใช้เวลารอผลประมาณ 4 ชั่วโมง โดยให้หญิงคนดังกล่าวนอนรอดูอาการอยู่ที่ห้องอุณหภูมิติดลบ ซึ่งทางโรงพยาบาลสร้างไว้อยู่ด้านนอกอาคารของโรงพยาบาล

ยันผู้ป่วยไม่ได้เข้าอาคาร รพ.

ภายหลังจากที่ผลแล็บออกมา เบื้องต้นพบเชื้อโควิด-19 ทางโรงพยาบาลจึงใช้มาตรการควบคุมโรค โดยประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และโรงพยาบาลนครพิงค์เพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษา ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลมีมาตรการและการป้องกัน เพื่อไม่ให้เชื้อดังกล่าวแพร่กระจาย และขอชี้แจงว่าหญิงดังกล่าว ขณะที่มาตรวจคัดกรองกับทางโรงพยาบาลไม่ได้เข้าไปในอาคารของโรงพยาบาลแต่อย่างใด หลังจากที่หญิงคนดังกล่าวได้เดินวอล์กอินเข้ามาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าสงสัยว่าจะติดเชื้อโควิด-19 เจ้าหน้าที่สอบสวนโรคและพบว่ามีความเสี่ยงจึงนำเข้าห้องความดันลบเพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งก่อนที่จะส่งไปยังห้องแล็บเพื่อตรวจสอบอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งทราบผล และส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อ ยืนยันว่าผู้ป่วยไม่ได้เข้าไปในอาคารของโรงพยาบาลแต่อย่างใด

ไม่มีการยกเลิกจองที่พัก

ขณะที่นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ เปิดเผยว่า หลังจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนกระแสโซเชียล ว่ามีบุคคลโทร.ยกเลิกการจองห้องพักในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากนักท่องเที่ยวทราบไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อรายล่าสุดว่าเดินทางไปที่ใดบ้าง เชื่อว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวไม่ตื่นตระหนก ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต ในตัวเมือง เชียงใหม่ ยังไม่มีการโทร.ยกเลิกการเข้าจองห้องพักแต่อย่างใด โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มีผู้จองห้องพักในเขตตัวเมืองกว่าร้อยละ 80 ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการ กระตุ้นด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล โครงการเราเที่ยวด้วยกัน อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวเย็น และกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมาย เช่นเดียวกับสายการบินที่เดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้โดยสารจองตั๋วเดินทางเต็ม ในช่วงวันหยุดของเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงปีหน้า

ผลตรวจ 102 คนแรกเป็นลบ

ต่อมาช่วงเย็น คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีพบหญิง อายุ 29 ปี ติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายที่ 42 ของจังหวัดเชียงใหม่ว่าพบผู้สัมผัสทั้งหมด 306 ราย ในนี้มีผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง 85 ราย และได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว 102 ราย ซึ่งผลตรวจยืนยันเป็นลบทั้งหมด ส่วนผู้สัมผัสที่เหลือ สสจ.เชียงใหม่ ได้แจ้งให้เข้ามาตรวจหาเชื้อตามกลุ่มสถานที่ และตามกำหนดวันสุดท้ายที่ต้องเฝ้าระวัง คือ 14 วัน ตามระยะเวลาฟักตัวของเชื้อ โดยให้ผู้สัมผัสกักตัวเองที่บ้าน แต่หากไม่สะดวก คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดสถานที่กักกันผู้สัมผัสใกล้เสี่ยงสูงไว้แล้ว และล่าสุดมีผู้เข้ากักกันตนเองแล้ว 5 ราย ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ขอให้ผู้ที่เดินทางไปในสถานที่เสี่ยงตามไทม์ไลน์ กักกันตนเองจนกระทั่งครบ 14 วันหลังวันสัมผัส และทีมงานยังคงดำเนินการสอบสวนค้นหาผู้สัมผัสเพิ่มเติม และยืนยันว่ามีความพร้อมทั้งการตรวจแล็บและเวชภัณฑ์ต่างๆ สามารถรองรับกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ท่าขี้เหล็กเจอติดโควิด 9 รายรวด

วันเดียวกัน สำนักข่าว Tachileik News Agency ซึ่งเป็นสื่อหลักของ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย รายงานว่า U Sai Khun Zaw Oo รองผู้อำนวยการเทศบาลจังหวัดท่าขี้เหล็ก กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.เป็นต้นไป คนที่ขายของกินข้างถนน ตั้งแต่สะพานแห่งที่ 1 ไปจนถึงสะพานแห่งที่ 2 ในท่าขี้เหล็ก จะอนุญาตให้ขายถึงเวลา 18.00 น.เท่านั้น เนื่องจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดเราไม่อยากให้ผู้คนรวมตัวกันเป็นหมู่มาก สถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พ.ย.จังหวัดท่าขี้เหล็กมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 9 รายได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลท่าขี้เหล็ก

โลกติดเชื้อทะลุ 62 ล้านคน

สำหรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในต่างแดน พบผู้ติดเชื้อในวันเดียวทั่วโลก 613,219 คน ส่งผลให้ยอดติดเชื้อรวมพุ่งทะลุ 62 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 1.45 ล้านคน โดยสหรัฐอเมริกายังครองอันดับ 1 ยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 13.4 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 271,000 คน แต่รัฐบาลได้พยายามเรียกความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ระบุว่าสำนักงานบริหารการบินพลเรือนแห่งชาติ อยู่ระหว่างอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ ในเรื่องกระบวนการขนส่งวัคซีนต้านไวรัส อย่างของบริษัทไฟเซอร์สหรัฐฯ ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ -75 องศาเซลเซียส

หวั่นเชื้อกลายพันธุ์แม้มีวัคซีน

ขณะที่กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ รวมถึงมหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้กระตุ้นให้บริษัทเวชภัณฑ์ผู้ผลิตวัคซีนรายต่างๆ จับตาการทดสอบวัคซีนอย่างใกล้ชิด และเก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครเป็นระยะๆ เพื่อดูโอกาสความเป็นไปได้ที่ไวรัสโควิด-19 จะกลายพันธุ์ เพราะแม้ว่าโลกจะได้รับวัคซีนแล้ว ไวรัสก็ไม่ได้หยุดวิวัฒนาการตัวเอง และถึงแม้ไวรัสโควิด-19 จะมีคุณสมบัติไม่เหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่กลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจพัฒนาตัวเอง

เมียนมาติดเชื้อแซงหน้าจีน

นอกจากนี้ สถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนยังคงน่าวิตกกังวล ที่อินโดนีเซียยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 522,581 คน เสียชีวิตรวม 16,521 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์ ยอดติดเชื้อรวมขยับเป็น 427,797 คน เสียชีวิตรวมกว่า 8,333 คน ขณะที่เมียนมายอดติดเชื้อรวมกลายเป็น 86,633 คน เสียชีวิตรวม 1,865 คน ซึ่งถือว่าได้แซงหน้าประเทศจีน ที่ยอดติดเชื้ออยู่ที่ 86,501 คน เสียชีวิตรวม 4,634 คน ส่วนมาเลเซียยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 61,861 คน เสียชีวิตรวม 350 คน และรัฐบาลมาเลเซียได้กลายเป็นชาติแรกของอาเซียนที่สั่งจองวัคซีนไฟเซอร์สหรัฐฯ 12.8 ล้านโดส

 


0Shares