โรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ นำโดยซิสเตอร์ ลักษณาวดี วงษ์วิไลวารินทร์ ผู้อำนวยการ คณะซิสเตอร์ คณะครูและนักเรียนคาทอลิก เข้าร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส และร่วมบูชามิสซาขอบพระคุณ ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2562 นับเป็นข่าวดี นำความปิติยินดีมาสู่ปวงคริสตชนชาวไทย ในโอกาสนี้พระองค์ทรงพบปะเป็นพิเศษกับกลุ่มคนต่าง ๆ โดยเฉพาะเยาวชน ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ตาม บทเทศน์ของพระสันตะปาปาฟรังซิส ประทานแก่เยาวชน ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ

🔅ให้เราออกไป … เพื่อพบกับพระคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้เสด็จมา

พระวรสารที่เราเพิ่งจะได้ยินนี้ .. เชื้อเชิญให้เราเริ่มก้าวเดินเพื่อมองไปข้างหน้า เพื่อพบกับสิ่งที่สวยงามที่สุด ที่พระเจ้าประสงค์ที่จะประทานให้เรา นั่นคือการเสด็จมาของพระองค์ในชีวิตและโลกของเรา ให้เราต้อนรับพระองค์ให้มาสถิตท่ามกลางเรา ด้วยความชื่นชมยินดีและความรักอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งมีเพียงลูกที่เป็นเยาวชนเท่านั้นที่สามารถทำได้

แต่ก่อนที่เราจะออกไปแสวงหาพระองค์นั้น เราเองย่อมรู้ดีว่า เป็นพระองค์ที่เสด็จมาเพื่อแสวงหา และพบปะกับเรา เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเราสู่ประวัติศาสตร์ จึงจำเป็นที่ต้องตอบสนองอย่างสร้างสรรค์และค้นคิดทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ พวกเราก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความยินดี เพราะเราทราบดีว่า พระองค์ทรงกำลังรอเราอยู่ ณ ที่แห่งนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทราบว่า ลูก ๆ ที่เป็นเยาวชนนี้ คืออนาคตของประเทศและโลกของเรา ในวันนี้พระองค์ประสงค์ในพวกลูกทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ

บ่อยครั้ง ที่เราประสบปัญหาและอุปสรรค ซึ่งเราเองก็ทราบดีว่ามีมากแค่ไหน เมื่อเราประสบกับความทุกข์ยากของบรรดาผู้คนที่เรารัก หรือ เมื่อเราเผชิญกับความไร้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อนั้นความรู้สึกขมขื่นและการขาดความเชื่ออาจจะค่อย ๆ แผ่ซึมเข้ามาในจิตใจเรา และทำให้จิตใจของเราเย็นชาลง ขาดความกระตือรือร้น และทำให้เราไปถึงงานเลี้ยงไม่ทันเวลาในที่สุด

🔅เพราะฉะนั้น พ่อจะถามพวกลูกว่า “พวกลูกต้องการที่จะคงไว้ซึ่งไฟ ที่จะส่องสว่างท่ามกลางความมืดมน อนธการของความลำบากหรือไม่ ?”

🔅พวกลูกต้องการที่จะตอบสนองการเรียกของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ ?

🔅พวกลูกต้องการที่จะมีความพร้อมในการที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่ ?

ลูก ๆ ที่รัก … เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟแห่งพระจิตมอดดับลง เพื่อที่ทำให้การมุ่งมั่นมองไปข้างหน้าและหัวใจของเรามีชีวิตชีวาอยู่เสมอ จำเป็นที่เราต้องวางรากฐานให้มั่นคงในความเชื่อเดียวกันกับบรรพบุรุษ
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และครูบาอาจารย์ของเรา ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการกักขังตัวเราเองกับอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากแต่เป็นการเรียนรู้ในการที่จะมีความกล้าหาญ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน ชีวิตของบรรพบุรุษของเรา เป็นชีวิตที่ต้องเผชิญกับการทดสอบและความทุกข์มากมาย พวกเขาได้ค้นพบความลับของการมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยสันติสุข นั่นคือการหยั่งรากลงในพระเยซูคริสตเจ้า ในชีวิตและพระวาจาของพระองค์ ในการสิ้นพระชมน์และการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์

บางครั้งพ่อมองเห็นบรรดาเยาวชน และเหล่าต้นไม้ที่งดงาม มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สูงชะลูดไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากเกิดพายุขึ้น พ่อพบว่าพวกมันได้ร่วงหล่น ล้มลง และตายไป เพราะพวกมันปราศจากรากที่ลึก พวกมันแผ่กิ่งก้านสาขา โดยปราศจากการปลูกฝังที่มั่นคง จึงเป็นความเจ็บปวดของพ่อ ที่บางครั้งเห็นบรรดาเยาวชนได้ถูกแนะนำให้สร้างอนาคต ที่ปราศจากรากเหง้าต้นกำเนิดที่มา

สำหรับพวกเราที่จะเจริญเติบโตได้ ต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุนเรา และช่วยให้เรามีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง

ลูกทั้งหลาย .. พวกลูกเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวัง มีความฝัน และมีคำถามใหม่ ๆ อาจรวมถึงความสงสัยต่าง ๆ อีกด้วย พ่อขอเชิญชวนให้พวกลูกรักษาความชื่นชมยินดี ให้มีชีวิต ชีวา จงอย่ากลัวที่จะมองไปในอนาคตข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่น จงหยั่งรากลึกลงในพระเยซูคริสต์ จงมองอนาคตด้วยความชื่นบาน และไว้วางใจ … ประสบการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกทราบว่า พระเจ้าแสวงหาลูก ทรงพบลูก และทรงรักลูกตลอดนิรันดร 💠

0Shares